ผลงานของ ฮาเมส แสดงให้เห็นสิ่งที่ อัลลี่ ขาดหายไป

ผลงานของ ฮาเมส แสดงให้เห็นสิ่งที่ อัลลี่ ขาดหายไป

ในซัมเมอร์ที่แล้ว เมื่อตอนที่ คาร์โล อันเชล็อตติ คุม นาโปลี เจ้าตัวยอมรับถึงความสนใจในการคว้าลายเซ็นของ ฮาเมส โรดริเกซ จาก เรอัล มาดริด ไปร่วมทีม เมื่อนักเตะได้รับอนุญาตในการย้ายออกจากซานติอาโก้ เบร์นาบิว แต่การย้ายทีมก็ไม่ได้เกิดขึ้น ก่อนที่ทั้งจะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งที่ เอฟเวอร์ตัน หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วที่สเปน และ บาเยิร์น มิวนิค

อันเชล็อตติ กล่าวถึงการเซ็นสัญญาโรดริเกซมายังเอฟเวอร์ตันว่า “เขาตื่นเต้นมากๆ กับโครงการของสโมสรและความจริงก็คือพวกเราต้องการปรับปรุงทีม เขาเป็นนักเตะที่น่าตื่นเต้นในการเซ็นสัญญาและผมก็ไม่ต้องใช้เวลาในการโน้มน้าวเขาเลย เขามีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว”

ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรเลย เมื่อดาวเตะชาวโคลอมเบียทำผลงานออกมาได้ดี เมื่อตอนที่ได้ร่วมงานกับอันเชล็อตติที่มาดริด และบาเยิร์น ก่อนที่จะได้กลับมาเรียกความมั่นใจอีกครั้ง หลังแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามจากซีเนดีน ซีดาน ในฤดูกาลล่าสุด

กับชัยชนะของเอฟเวอร์ตันในการบุกไปเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ได้ 1-0 ในเกมแรกของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020-21 โรดริเกซกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่น ทั้งเรื่องการครองบอล, ผ่านบอล และเลี้ยงบอล กับเรื่องเทคนิคในการเล่นด้วยเช่นเดียวกัน

โรดริเกซถูกเซ็นสัญญามายังกูดิสัน พาร์ค พร้อมกับอับดูเลย์ ดูคูเร่ จากวัตฟอร์ด และอัลลัน จากนาโปลี ทำให้แดนกลางสำหรับทีมของอันเชล็อตติดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่สเปอร์สดึงตัวปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก, แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ และโจ ฮาร์ท ไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้

แม้ว่าประตูชัยของทอฟฟี่เมนส์จะมาจากการเปิดบอลของลูคัส ดีญ และโดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน เป็นคนทำประตูชัย แต่โรดริเกซก็ทำผลงานในแดนกลางได้อย่างโดดเด่น หากมองไปทางฝั่งคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งในแดนกลางเช่นเดียวกัน แต่แฮร์รี่ วิงส์, ฮอยเบิร์ก และ เดเล่ อัลลี่ ก็แทบจะไม่ได้สร้างความกดดันให้กับคู่แข่งเลย

กับผลงานของอัลลี่ก็ไม่ได้ดูดีมาตั้งแต่ช่วงที่สเปอร์สกลับมาแข่งขันฟุตบอลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน หลังไวรัสโควิด-19 ระบาด ซึ่งเป็นปัญหาที่มูรินโญ่ต้องแก้ไขต่อไป ในขณะที่ลูคัส มูร่า และซน เฮือง มิน ก็มีโอกาสทำประตูในเกมนี้บ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ

อัลลี่ได้ลงเล่นในตำแหน่งที่มีอิสระในการเล่นพอสมควร แต่หลังจากคริสเตียน อีริคเซ่น ย้ายออกจากทีม ดูเหมือนจะกระทบต่อการสร้างโอกาสในการทำประตูของทีมพอสมควร และหากเทียบกับสิ่งที่โรดริเกซทำให้กับเอฟเวอร์ตัน ดูเหมือนว่ามูรินโญ่ยังมีสิ่งที่ต้องคิดและแก้ไขอย่างหนักเหมือนกัน

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแต่ละสโมสรที่น่าสนใจ

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแต่ละสโมสรที่น่าสนใจ

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแต่ละสโมสร บางสโมสรน่าจะมีตัวเต็งสำหรับรางวัลดังกล่าว เมื่อทำผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่หลายทีมก็ยังก้ำกึ่ง โดยบทความนี้บางสโมสรมีการประกาศยืนยันออกมาเป็นที่เรียบร้อย แต่หลายทีมก็ยังไม่มีการประกาศออกมา

อาร์เซน่อล – ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง

กัปตันทีมชาวกาบองทำไปได้ 29 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปได้สำเร็จ เมื่อทำคนเดียว 2 ประตู ทำให้ทีมชนะเชลซีไปด้วยสกอร์ 2-1 และโอบาเมยองแทบจะแบเบอสำหรับการคว้ารางวัลนี้ของอาร์เซน่อล เมื่อนักเตะรายอื่นไม่สามารถเทียบกับผลงานได้เลย

เชลซี – มาเตโอ โควาซิช

หากไม่นับฟอร์มการเล่นในเกมที่พบกับบาเยิร์น มิวนิค ในเกมล่าสุด กองกลางชาวโครเอเชีย เป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคริสเตียน พูลิซิช จะเป็นอีกคนที่ทำผลงานได้อย่างวูบวาบ แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

เลสเตอร์ ซิตี้ – เจมี่ วาร์ดี้

เป็นใครไปไม่ได้ สำหรับดาวยิงวัย 33 ปี เจ้าของรางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 แม้จะไม่สามารถช่วยให้ทีมได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้ก็ตาม ที่เหลือก็ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่าวาร์ดี้แล้ว

ลิเวอร์พูล – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์

นอกจากสามประสานแดนหน้าที่โดดเด่นของทีมแล้ว นักเตะอีกหลายๆ คนก็ยังทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แต่สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาของเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ นั่นก็คือฟรีคิก และยิงประตูได้อย่างสวยงาม รางวัลนี้อาจจะเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เมื่อจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ยังเป็นอีกตัวเต็งหนึ่งของทีม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – เควิน เดอ บรอยน์

แทบจะเป็นใครไปไม่ได้ เมื่อเขาคือ เควิน เดอ บรอยน์ กับสถิติจำนวนแอสซิสต์ที่ทำได้เทียบเท่ากับเธียร์รี่ อองรี ดาวเตะชาวเบลเยี่ยมเป็นเหมือนกับทิศทางในการเล่นบอลของทีม เมื่อมีจังหวะทีเด็ดทีขาดมากมาย หลังนักเตะที่เหลือไม่ได้มีคนไหนทำออกมาได้โดดเด่นเท่ากับเดอ บรอยน์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – มาร์คัส แรชฟอร์ด

บรูโน่ แฟร์นานเดส เป็นหนึ่งในตัวเต็ง แต่ก็อาจจะใจร้าย สำหรับมาร์คัส แรชฟอร์ด หรืออองโตนี่ มาร์กซิยาล ไปสักหน่อย เมื่อทำกันไปคนละ 22 และ 23 ประตูจากทุกรายการตามลำดับ เทียบดูแล้ว แรชฟอร์ด น่าจะมีโอกาสมากที่สุด เมื่อทำได้ 22 ประตู กับ 10 แอสซิสต์

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส – แฮร์รี่ เคน

กัปตันทีมชาติอังกฤษพลาดลงสนามในพรีเมียร์ลีกไป 9 เกม แต่ก็ยังทำได้ 18 ประตู พร้อมกลับมาลงสนามได้ทันในช่วงท้ายฤดูกาล ช่วยให้ทีมได้ไปเล่นยูฟ่า ยูโรป้าลีกได้สำเร็จ ในขณะที่ซน เฮือง มิน ยังเป็นอีกคนที่ทำได้อย่างโดดเด่น แต่ก็ไม่เท่ากับ เคน

ความหวังที่ปลายอุโมงค์ของ อินเตอร์ มิลาน และ อเล็กซิส

ความหวังที่ปลายอุโมงค์ของ อินเตอร์ มิลาน และ อเล็กซิส

แม้ อเล็กซิส ซานเชซ จะไม่สามารถสร้างความประทับใจได้มากมาย เมื่อถูกยืมตัวมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2019-20 โดยดาวเตะชาวชิลีต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องเท่าไหร่นัก ก่อนที่จะกลับมาลงสนามอีกครั้งในช่วงท้ายฤดูกาล เมื่อการแข่งขันกลับมาอีกครั้ง

ซานเชซมีบทบาทสำคัญสำหรับทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ ในช่วงท้าย แม้ทีมจะหลุดวงโคจรลุ้นแชมป์ไป แม้จะยังมีโอกาส แต่ก็เป็นไปได้ยาก ในขณะที่ทีมยังทำผลงานได้ดี และดาวเตะวัย 31 ปี ยังได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง

ซานเชซถูกดึงตัวมาร่วมทีมพร้อมกับความหวังมากมาย เมื่อนักเตะต้องการกลับมากู้หน้าในเรื่องของฟอร์มการเล่นอีกครั้ง หลังล้มเหลวเมื่อตอนที่เล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่นักเตะก็ทำได้เพียง 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ตลอดการลงเล่นในเดือนกันยายนของอินเตอร์ และสุดท้ายก็กลายเป็นตัวสำรอง ในขณะที่ปี 2020 ก่อนที่ไวรัสโควิด-19 จะระบาดในเดือนมีนาคม ซานเชซลงสนามเป็นตัวจริงในเซเรียอาไปเพียง 2 เกมเท่านั้น

โรเมลู ลูกากู และเลาตาโร่ มาร์ตีเนซ กลายเป็นหน้าคู่ที่ทำประตูให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง กับช่วงเวลาล็อคดาวน์ ข่าวลือเกี่ยวกับซานเชซเกิดขึ้นมากมาย เมื่ออินเตอร์ไม่ได้มีความตั้งใจในการเก็บนักเตะให้อยู่กับทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า และทำให้นักเตะต้องกลับไปยังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ทีมลงเล่นในเซเรียอา และโคปปา อิตาเลีย ไปทั้งหมด 9 เกม ในขณะที่ซานเชซทำได้ 2 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ สร้างความประทับใจให้กับคอนเต้ได้อย่างชัดเจน ยิ่งทำให้นักเตะมีบทบาทกับทีมมากกว่าเดิม

แม้เกมล่าสุดอินเตอร์จะทำได้เพียงเสมอกับฟิออเรนติน่า ด้วยสกอร์ 0-0 แต่ทีมก็ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ทีมจากอิตาลีต้องการเซ็นสัญญาซานเชซไปร่วมทีมอย่างถาวร แม้ปัญหาเรื่องค่าเหนื่อยระดับ 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จะเป็นเรื่องยากสำหรับการจ่ายของทีม เมื่อสัญญายืมตัวในปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด ยังช่วยจ่ายอยู่ส่วนหนึ่งด้วย

และเมื่ออนาคตของมาร์ตีเนซไม่มีความแน่นอน หลังเป็นข่าวเชื่อมโยงกับบาร์เซโลน่าอย่างหนัก และดาวยิงวัย 22 ปี ก็ยังมีใจในการย้ายไปเล่นในสเปนอีก ทำให้คอนเต้ยิ่งอยากได้ตัวซานเชซไปร่วมทีม และในช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมาก็เหมือนกับจุดเปลี่ยนของเส้นทางอาชีพของซานเชซเลยก็ว่าได้ และตอนนี้ก็ทำให้ซานเชซมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วด้วย

โอบาเมยอง จะถูกจดจำอย่างไรสำหรับแฟนปืนใหญ่

โอบาเมยอง จะถูกจดจำอย่างไรสำหรับแฟนปืนใหญ่

อนาคตของ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง กลายเป็นเครื่องหมายคำถาม และยังคงไม่มีคำตอบในเวลานี้ เมื่อเหลือสัญญาอยู่กับ อาร์เซน่อล อีกเพียง 12 เดือนเท่านั้น และกัปตันทีมคนปัจจุบันยังยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับอนาคต ยิ่งทำให้ข่าวลือถูกคาดการณ์ไปต่างๆ นานา

ดาวยิงชาวกาบองย้ายจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มายังอาร์เซน่อลในเดือนมกราคม ปี 2018 และกลายเป็นกำลังสำคัญหลักในการทำประตูให้กับทีมมาตลอด แม้ปัจจุบันจะมีสัญญาอยู่กับทีมในกรุงลอนดอนจนถึงปี 2021 โดยยังมีความเป็นไปได้ที่โอบาเมยองจะสามารถย้ายออกจากทีมแบบไม่มีค่าตัว หากหมดสัญญาหลังจบฤดูกาล 2020-21

โอบาเมยองมีโอกาสในการย้ายออกจากอาร์เซน่อลในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังเชลซีและบาร์เซโลน่า แสดงความสนใจในการคว้าตัวโอบาเมยองไปร่วมทีม แต่นักเตะถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ถึง 50 ล้านปอนด์ ทำให้การย้ายทีมไม่เกิดขึ้น ในขณะที่เอซี มิลาน อดีตต้นสังกัดของนักเตะเมื่อตอนที่เป็นดาวรุ่ง พร้อมจ่ายเงินจำนวน 35 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวโอบาเมยองไปร่วมทีมด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้ทุกสโมสรได้รับผลกระทบทางด้านการเงิน และนับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับการทุ่มเงินก้อนโตเพื่อคว้าโอบาเมยองไปร่วมทีม จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่อนาคตของโอบาเมยองยังไม่มีความชัดเจน

หากจบฤดูกาลแล้วโอบาเมยองตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับอาร์เซน่อล ทำให้ทีมของมิเกล อาร์เตต้าจะต้องรับฟังข้อเสนอในการปล่อยออกจากทีม หากไม่ต้องการเสียนักเตะออกไปแบบไม่มีค่าตัว และจะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสโมสรด้วย เมื่อโอบาเมยองเป็นตัวหลักในการทำประตูให้กับทีมมาตลอด โดยทำไปได้ 61 ประตู จากการลงสนาม 100 เกมรวมทุกรายการ

โอบาเมยองยังมีสถิติที่ดีในการทำประตูในพรีเมียร์ลีก เมื่อทำได้ 49 ประตู จากการลงสนาม 78 เกมในลีก มีเพียงโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จากลิเวอร์พูลที่ทำได้ดีกว่ากับการลงสนามจำนวนเท่ากัน (50 ประตู)

โอบาเมยองมีค่าเฉลี่ยในการทำประตูในพรีเมียร์ลีกอยู่ที่ 0.66 ประตูต่อเกม ซึ่งดีกว่าโรบิน ฟาน เพอร์ซีย์ (0.51), ดิดิเยร์ ดร็อกบา (0.41), อลัน เชียร์เรอร์ (0.59), รุด ฟาน นิสเตลรอบ (0.63) และ เวย์น รูนี่ย์ (0.42)

โอบาเมยองมีค่าเฉลี่ยในการทำประตูอยู่ที่ 123 นาทีต่อ 1 ประตู ซึ่งมีเพียง เธียร์รี่ อองรี, แฮร์รี่ เคน และเซร์คิโอ อเกวโร่ ที่มีสถิติการทำประตูตีกว่า เมื่อนับตั้งแต่ลีกสูงสุดเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปี 1992 และแน่นอนว่า การย้ายออกจากทีมของโอบาเมยอง จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอาร์เซน่อลอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าการย้ายออกจากทีมของนักเตะจะเป็นเหมือนกับฮีโร่ หรือเป็นวายร้ายให้กับทีม

เบอร์บาตอฟ ไม่เห็นด้วย ซานโช่ จะเลือกย้ายลงหลุมผี

เบอร์บาตอฟ ไม่เห็นด้วย ซานโช่ จะเลือกย้ายลงหลุมผี

ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตกองหน้าชื่อดังชาวบัลแกเรีย ออกมากล่าวเตือน จาดอน ซานโช่ ดาวรุ่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เกี่ยวกับการย้ายไปยัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังได้รับความสนใจอย่างหนักในเวลานี้ เนื่องจากไม่มั่นใจเกี่ยวกับโอกาสในการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ

ซานโช่เป็นหนึ่งในนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดในโลก หลังจากทำผลงานให้กับดอร์ทมุนด์ได้อย่างโดดเด่น โดยมีส่วนร่วมกับการทำได้ 30 ประตู จากการลงสนาม 23 เกมในบุนเดสลีกาในฤดูกาล 2019-20 โดยแมนฯ ยูไนเต็ดถูกยกให้เป็นตัวเต็งในการคว้าลายเซ็นของดาวรุ่งวัย 20 ปี ไปร่วมทีม

เบอร์บาตอฟเป็นห่วงเรื่องโอกาสในการลงสนามของดาวรุ่งชาวอังกฤษ โดยเชื่อว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักเตะคือการค้าแข้งในถิ่นซิกนัล อีดูน่า พาร์ด ต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาล

เบอร์บาตอฟ กล่าวว่า “ซานโช่เป็นนักเตะที่น่าเหลือเชื่อ เขาทำได้ 14 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ มันน่าเหลือเชื่อมากๆ หลายคนพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาของเขา ความเร็ว, การทำประตู, การผ่านบอล และสายตาในการเล่นฟุตบอล เขาไม่ได้มีความเห็นแก่ตัวเลย ถ้าคุณทำได้ 15 แอสซิสต์ มันบ่งบอกว่า เขาจะเล่นบอลจังหวะไหนก็ได้ เมื่อเขาต้องการ และเขาก็พร้อมที่จะผ่านบอลไปให้กับเพื่อนร่วมทีม หากอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า”

“ซานโช่ย้ายไปยังเยอรมันเมื่อตอนที่มีอายุน้อยมากๆ และเขาก็สร้างผลงานออกมาได้อย่างมหาศาล กับแนวทางการพัฒนาของเขา นั่นอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขา การลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เพราะผมคิดว่า เอเยนต์ของเขา กับครอบครัวของเขา มันเป็นเรื่องดีสำหรับการลงเล่น เมื่อตอนที่คุณไม่ได้โอกาส คุณก็ย้ายออกมาเพื่อหาตำแหน่ง มันเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของเขา เขาพัฒนาการเล่นได้มากมาย และทีมใหญ่ก็เข้ามาหาเขา”

“ผมไม่รู้ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายไปยังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือไม่ ผมเคยพูดมาก่อนหน้านี้แล้ว ผมยังสงสัยอยู่เพราะพวกเขามีอองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และดาเนียล เจมส์ มันดีสำหรับการแข่งขันของทีม แต่มันเป็นเพียงจินตนาการ ถ้าเขาย้ายไปที่ใหม่ และต้องลงเล่นทุกเกม แต่การโรเตชั่นมันเป็นเรื่องปกติของฟุตบอล”

“จากประเด็นนี้ มันไม่สามารถการันตีในการลงสนามของเขาได้ แต่ผมคิดว่า เขาต้องลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ เขาควรจะเลือกทีมที่เขาได้ลงเล่น ไม่ใช่ย้ายไป และเจอกับความไม่แน่นอน มันจะหยุดการพัฒนาของเขา ผมคิดว่า มันจะดีกว่า ถ้าเขาอยู่กับดอร์ทมุนด์ไปอีกอย่างน้อย 1 ปี”

ซานโช่ ทำได้ 17 ประตู กับ 19 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 35 เกมรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้

คาลอส เตเบซ จากเด็กสลัม สู่นักเตะมืออาชีพ

คาร์ลอส เตเบซ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1984 ณ เมือง ซิอูดาเดลา ประเทศ อาร์เจนตินา สถานที่ที่เกิดอยู่ในย่านชุมชนแออัด หรือจะพูดว่าเป็นสลัมก็ว่าได้ ในชุมชนแถวบ้านถือได้ว่ามีภัยอันตรายรอบตัวไปหมด เพราะมีการคนค้ายา ค้าอาวุธ สิ่งเสพติด รวมไปถึงการเกิดอาชญากรรมต่าง ๆ ผู้คนต่างเล่าขานว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ ที่อันตรายที่สุดในอาร์เจนตินา ช่วงชีวิตวัยเด็กเขาต้องพบเจอเรื่องโหดร้ายในชีวิตอยู่บ่ายครั้ง และที่หนักที่สุดคือโดยน้ำร้อนลวก สมัยเด็กน้อยตั้งแต่ช่วงต้นคอไปจนถึงหน้าออก ซึ่งเขาอาการของเขาถือได้ว่าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ทำให้เขารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 2 เดือน และสามารถรอดมาเติบโตได้ การเล่นฟุตของเขามาจากการเล่นข้างถนนกับเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงนั้นเขาเล่นฟุตบอลโดยไม่ได้หวังว่าจะเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ เมื่อในปี 1992 เขาได้เข้าสู่สโมสรเล็ก ๆ ครั้งแรกที่ ออล บอยส์ จนอายุได้ 13 ขวบในปี 1996 มีแมวมองจากอคาเดมี่ของ โบค่า จูเนียร์ส ดึงเขาเข้ามาเล่นเป็นในตัวแทนทีมเยาวชนแถวบ้านมาได้

พอหลังจากการฝึกซ้อมได้ 4 ปี ก็ได้ลงสนามเป็นครั้งแรกในปี 2001 ให้กับ ตาเญเรส เด กอร์โดบา ได้ทำหน้าที่ในสนามเป็นอย่างดี ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์คนใหม่ของชาวโบคาได้ อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทางทีมแพทย์เสนอให้เขารักษาแผลเป็นที่เกิดจากน้ำร้อนลวกตั้งแต่แบเบาะ แต่เขาก็ปฎิเสธไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “นี่คือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ และ เป็นสิ่งที่บอกตัวตนตั้งแต่วันเด็ก เขาจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนแปลงมัน” ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับ “ฟัน” ที่หัก เก และห่าง เขาไม่ยอมทำศัลยกรรมหรือจัดฟันให้ดีขึ้น เพราะเขาได้แสดงเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็รู้ว่านั้นคือ คาลอส เตเบซ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า ช่วงวันเด็กของเขาเกิดเรื่องทะเลาะ วิวาท ชกต่อย กับเด็กแถวบ้านมาโดยตลอด นั้นแสดงถึงว่าเขาเป็นนักสู้ข้างถนน เพื่อการมีชีวิตรอด ไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจจะลืมเรื่องราวในชีวิตวันเด็กของเขาได้

ความโดดเด่นของ คาลอส เตเบซ

ถือได้ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากก็ว่าได้ ทำให้ได้สมญญานามว่า “นิว มาราโดน่า” ของสโมสรฟุตบอลของอาร์เจนไตน์คนใหม่ได้เลย ฟอร์มการเล่นที่หาจากนักเตะคนอื่นไม่ได้นั้นก็คือ จิตใจที่กล้าหาญ รวมไปถึงร่างกายที่สูงใหญ่มาก ผลงานที่ทำไว้ให้กับสโมสร โบคา จูเนียร์ส คือ ในปี 2003 คว้าชัยฟุตบอลลีกอาร์เจนไตน์ โคปา ลิเบอตาดอเรส คัพ และ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ หรือฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ในปี 2004 คว้าชัยจาก โคปา ซูดาเมริกาน่า แต่รายการที่ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเกิดให้กับเขาเลยนั้นก็คือ ในปี 2004 การคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ที่ประเทศกรีซ โดยที่เขาลงเพียง 6 นัดเท่านั้น แต่ ผลบอลสด กลับสามารถทำประตูได้ถึง 8 ลูก ผลงานที่ทำให้สโมสรมีอีกมากมาย แต่หลังจากจบเกมในรายการโอลิมปิก เขาได้สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลอย่างมาก เพราะเขาได้ย้ายไปยังสโมสรยักษ์ใหญ่ โครินเธียนส์ และได้นายหน้าส่วนตัวอย่าง มีเคีย ชูรับเชียน ในการย้ายทีในครั้งนี้ เขาได้ค่าตัวถึง 20 ล้านดอลลาร์ นั้นเป็นการย้ายทีมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้

ในการย้านทีมในครั้งนี้ คาลอส เตเบซ ไม่สามารถที่จะเข้าร่วมกับทีมใหม่ได้ง่าย ๆ ด้วยความที่ตนเป็นคนอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นคนละขั้วของบราซิล อยู่แล้ว ทำให้ช่วงแรกที่เล่นให้ โครินเธียนส์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่สุดท้ายก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ ขึ้นมาเป็นกัปตันทีมของ โครินเธียนส์ และสามารถนำทีมคว้าแชมป์ลีก ในปี 2005 ได้สำเร็จ แต่เส้นทางชีวิตก็เขาก็กลับเลวร้ายอีกครั้ง เนื่องจากเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างโค้ชจอมเฮี้ยมชาวบราซิล นั้นก็คือ เอเมอร์สัน เลเอา โดยดารดูถูก และเหยียดหยาม เป็นเหตุให้เขาต้องย้ายทีมไปยังสโมสรกลาง ๆ อย่าง เวสต์แฮม

ทำให้หลายภาคส่วนเกิดความสงสัยเกิดขึ้นว่าทำไมถึงได้ลงมาเล่นทีมที่เล็กกว่าเช่นนี้ ฟอร์มช่วงแรกในการเล่นให้กับ เวสต์แฮม เขาก็ต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง และด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาตกลงอย่างน่าประหลาดใจ แต่ความความพยายามและพริกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เขาได้โชว์ฟอร์มอันร้อนแรง และได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอกเยี่ยมแห่งปีในนิตยสารของ เวสต์แฮม ซึ่งนั้นก็ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล , เชลชี , อินเตอร์ มิลาน รวมไปถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการตัวให้เข้าร่วมทีม ในทีมที่ได้นักเตะผู้ที่พรสวรรค์นี้นั้นก็คือผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าไปได้สำเร็จ ฟอรืมการเล่นที่เดือดแบบนี้ได้โชว์อีกครั้งในสโมสร แมนเชอร์เตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการโชว์หนีสกัดของ เวส บราวน์ และ ยิงบอลผ่านมือ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เข้าประตูไป ทำให้แฟนบอลต่างชื่นชมว่า คาร์ลอส เตเบซ เป็นนักฟุตบอลที่ต้องจารึกไว้ในวงการลูกหนังเลย

เจ๊เหี่ยว กลับมาได้ไหมแปลงปืนใหญ่ขอร้อง

กระแสขับไล่ อูไน เอเมรี กุนซือคนปัจจุบันของปืนใหญ่อาร์เซนอลเริ่มเยอะขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในสื่อโซเชียลมีเดียหรือแม้แต่การไปเชียร์บอลในสนาม แม้ว่แฟนบอลาบางส่วนยังให้กำลังใจสโมสร นักเตะหรือแม้แต่กูซื้อรายนี้อยู่ แต่บางส่วนเองก็เริ่มจะรับไม่ได้ กับความพ่ายแพ้ของทีม

ที่หาคำว่าชนะไม่พบมาถึง 7 เกมส์ติดกัน พวกเขาจึงอยากให้บอร์ดบริหารจัดการเรื่องนี้สักทีเพราะแฟนบอลส่วนใหญ่ มองว่าทีมไม่มีพัฒนาการขึ้น ตั้งแต่กุนซือรายนี้เข้ามาทำทีม ก็เริ่มมีปัญหาเล็กๆน้อยๆมาตลอด ซึ่งบอร์ดบริหารเองก็ยอมรับในเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับเรื่องนักเตะค่าตัวแพงในทีมที่ไม่ได้ ใช้งาน

แต่ก็ต้องดูกันต่อ เพราะล่าสุดเหมือนจะมีหลุดออกมาจากวงในว่า บอร์ดบริหารเริ่มถกปัญหานี้กันแล้ว และไม่แน่อาจจะปลดกุนซือในเร็ววันนี้ แต่คงไม่ใช่กุนซือคนเก่ากลับมาทำทีมอย่างแน่นอน 

เชือด หริ่ง หลุดทีมชาติเพราะความหัวร้อน

เป็นที่ฮือฮากันกลางดึก เมื่อคืนที่ผ่านมาเพราะ แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาให้สัมภาษณ์ จากกรณีปัญหาระหว่างโจโกเมซ นักเตะหงส์แดงลิเวอร์พูล และ ราฮีม สเตอร์ริง  นักเตะจากแมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งมีปัญหากันตั้งแต่ในเกมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และต้องมาเจอกันในแคมป์ทีมชาติซึ่งได้เกิดเหตุการณ์ เสตอร์ริง หัวร้อนเพราะหลังจากที่เขามาถึงสถานที่รายงานตัวทีมชาติ และได้เห็น โจ โกเมซ นั่งรวมอยู่กับเพื่อนนักเตะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

จึงได้เดินเข้าไปพูดจาหาเรื่องใส่ ดยที่นักเตะคนอื่นๆก็ร่วมหัวร่อต่อกระซิ กเพราะคิดว่าทั้งคู่แค่หยอกล้อกันแต่มันกลับไม่ใช่ หริ่งเกิดหัวร้อนและทำร้ายร่างกาย โจ โกเมซ แต่หลังจากนั้นก็ได้ขอโทษกันโดยมี เฮนโด้  กัปตันทีมของหงส์แดงลิเวอร์พูล ที่คุ้นเคยกับนักเตะทั้งสองคนเพราะ สเตอร์ริง ก็เคยอยู่กับสโมสรหงส์แดง และคุ้นเคยกับ เฮนเดอร์สันดี ซึ่งทั้งคู่ก็ได้ไม่ติดใจในเรื่องที่เกิดขึ้น 

โจ โกเมซ เองก็ได้พูดคุยกับ  เซาท์เกต ขอให้สเตอริง ได้อยู่กับทีมต่อแต่ แกเร็ธ เซาธ์เกต ไม่สนใจคำขอเพราะไม่ต้องการให้เกิดกรณีอย่างนี้เกิดขึ้น อีกไม่ว่าในเกมลีกจะปะทะกันหนักแค่ไหน แต่เมื่อกลับมารวมกับทีมชาติทุกคนจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงทำให้ตัดสินใจที่จะพักนักเตะรายนี้ 

เอเย่นต์ ท่านเทพ ลั่น นาโปลีให้ค่าตัวน้อยไป

มีข่าวลือออกมาว่านาโปลี ทีมดังจากอิตาลีต้องการ คว้าตัวนักเตะเทพอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่กำลังจะกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์หลังจากที่หมดสัญญากับทีม LA Galaxy ทีมดังใน USA เมเจอร์ลีก ในปลายปีนี้หลังปิดฤดูกาลช่วงเดือนธันวาคม 

ซึ่งมีหลายทีมให้ความสนใจและหวังจะคว้าตัวเข้าไปร่วมทีม และ นาโปลีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่สำคัญ คือเอเยนตต์นระบุนั้นดูเหมือนว่า นาโปลีให้น้อยไปสักนิด เพราะเจ้าตัวนั้นต้องการค่าเหนื่อย 5 ล้านยูโรต่อฤดูกาลแม้ว่าเจ้าตัวจะวัย 38 ปีแล้วและต้องการสัญญาแบบปีต่อปี  แต่ดูเหมือนนาโปลีจะให้เพียง 1.5 ล้านยูโรเท่านั้นแน่นอนว่าทางเอเย่นต์ ก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้ในทันที

ก็คงจะต้องมาดูกันต่อว่านักเตะระดับเทพรายนี้ จะได้ไปสังกัดอยู่กับทีมไหน เพราะแม้ว่าเจ้าตัวจะอายุมากแล้วแต่ความการเล่นและร่างกายที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้เขายังเป็นที่ต้องการของหลายทีม

นักวิจารณ์จับตาเกมส์หงส์ปะทะไก่

สำหรับเกมเปิดบ้านของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่จะพบกับสเปอร์ส มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งบรรดานักวิจารณ์ฟุตบอลจากอังกฤษมองว่า เกมนี้จะเป็นการชี้ชะตาระหว่างทั้งสองทีม ว่าโอกาสที่ลิเวอร์พูลจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์ลีกนั้นมีมากน้อยแค่ไหน หรือสเปอร์จะคืนฟอร์มเก่งได้หรือไม่ 

ก็คงจะต้องวัดกันในนัดนี้เพราะหงส์แดงแม้ว่า จะมีฟอร์มที่ยังอยู่ในมาตรฐาน จากเกมล่าสุดที่ทำผลงานได้ดีทั้งในเกมลีกและเกมถ้วย แต่กับเกมนัดนี้ถือว่าเจอคู่แข่งในระดับเดียวกันก็น่าจะเป็นการวัดผลได้ดีกว่าส่วนสเปอร์เองก็ดูเหมือนฟอร์มจะดีขึ้น จากปัญหาภายในทีมที่มีข่าวลือต่างๆดังนั้นเกมนี้ก็เป็นเกมสำคัญของทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน

และเกมนี้ก็ยังเป็นการวัดแผนของกุนซือทั้งสองฝ่าย ว่าจะแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้อย่างไร เพราะแม้ว่าลิเวอร์พูลจะทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันมาได้หลายนัด แต่กับเกมนี้ก็ไม่ใช่งานง่าย ก็ต้องดูว่าพวกเขาจะรักษาสถิติได้หรือ สเปอร์เองก็คงจะต้องลุ้นกับฟอร์มการเล่นของนักเตะว่านัดนี้ยังจะสามารถสามารถเค้นฟอร์มดุออกหรือเปล่า